แนวโน้มตลาดหุ้นไทยที่ต้องติดตามปี 2558

2157278
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานักลงทุนมักให้ความสำคัญกับเรื่องประเด็นการลงทุนเกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้ราคาหุ้นรับเหมาก่อสร้างปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก สำหรับปี 58 เป็นต้นไปชื่อว่ารัฐบาลกำลังเร่งผลักดันนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท ถือว่าใกล้เคียงกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้นจึงประเมินว่าหุ้นกลุ่มสื่อสารจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับประโยชน์ ประกอบกับราคาหุ้นกลุ่มสื่อสารยังไม่ได้สะท้อนประเด็นดังกล่าว รวมถึงเป็นหุ้นที่มีเงินปันผลรองรับความผันผวนของตลาดฯ การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ยังคงเป็นตัวเลือกที่ให้ผลตอบแทนดีสำหรับนักลงทุน เพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจในประเทศทั้งระบบจะเติบโตดีกว่าปีนี้ค่อนข้างมาก ส่งผลบวกต่อบริษัทจดทะเบียน ทำให้ผลประการเติบโตต่อเนื่อง แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างในแง่ของปัจจัยเศรษฐกิจโลกว่าจะฟื้นตัวอย่างแท้จริงหรือไม่ แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบมากนักเนื่องจากจะมีการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศจะเข้ามาช่วยหนุน

ปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงมีอยู่บ้าง จากตัวเลขการส่งออกที่ยังไม่ฟื้นตัวตามที่คาด เนื่องจากประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย เช่น จีน และยุโรป ต่างก็มีแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงและยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เร็วตามที่คาดหวัง แต่ก็เชื่อว่ายอดการส่งออกของไทยอาจจะสามารถชดเชยได้จากประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งมีเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ดี รวมถึงการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะช่วยส่งเสริมการค้าระหว่างภูมิภาคอาเซียน ซึ่งน่าจะทำให้การส่งออกสามารถขยายตัวและส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าได้

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามตลาดหุ้นไทยปี 2558

1) การคาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯที่คาดว่าจะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นตลอดทั้งปี
2) การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯส่งผลลบต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่
3) นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของยุโรป ญี่ปุ่น และจีน คาดว่าจะส่งผลดีเพียงระยะสั้น
4) การเพิ่มสัดส่วนเงินลงทุนในหุ้นของกองทุนบำเหน็จบำนาญญี่ปุ่น (GPIF) ถือว่าเป็นบวกกับตลาดหุ้นทั่วโลก
5) ปัญหาเศรษฐกิจถดถอยของรัสเซีย การอ่อนค่าของเงินรูเบิล กระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของรัสเซีย มีโอกาสกระทบต่อตลาดการเงินโลก
6) การเมืองไทย ซึ่งต้องติดตามการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งมีผลกระทบต่ออนาคตการเมืองไทย
7) การลดลงของราคาน้ำมันดิบจะส่งผลดีต่อการปฏิรูปพลังงาน และช่วยลดต้นทุนภาคธุรกิจ เพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้บริโภค
8) การปฏิรูปภาษี โดยเฉพาะภาษี VAT หากขึ้นจะกระทบต่อตลาดหุ้น