การวิเคราะห์ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์

ดัชนีเป็นตัววัดที่เกิดจากการคำนวณทางสถิติ เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่ต้องการวัด เป็นเครื่องมือในการบ่งชี้สถานการณ์ต่างๆที่สนใจในภาคเศรษฐกิจต่างๆก็จะมีดัชนีที่ใช้ชี้วัดภาวะและการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่แตกต่างกันไป เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม สำหรับดัชนีที่ใช้ในตลาดเงินหรือตลาดทุนก็คือดัชนีราคาหุ้น นอกจากดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แล้ว ตัวเลขที่ผู้ลงทุนมักได้ยินควบคู่กันไปคือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งแสดงให้นักลงทุนได้ทราบว่าตลาดหลักทรัพย์มีการซื้อขายหนาแน่นหรือคึกคักเพียงใด ถ้าภาวะตลาดดีผู้ลงทุนก็จะเข้ามาซื้อขายกันอย่างคึกคัก ในทางตรงกันข้ามหากภาวะตลาดซบเซาผู้ลงทุนก็จะเข้ามาซื้อขายกันน้อยลง ดังนั้นปริมาณการซื้อขาย จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพิจารณาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

ปัจจัยที่กำหนดอุปสงค์หรืออุปทานในตลาดที่สามารถเก็งกำไรได้อย่างในตลาดหุ้นคือความคาดหวัง ความคาดหวังนั้นแสดงอยู่ในค่าอัตราส่วนพีอี ที่มาจากราคาต่อหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น ถ้าคนยอมให้ราคาสูงขึ้นทั้งที่กำไรต่อหุ้นยังเท่าเดิม ค่านี้จะสูงขึ้น ตรงกันข้ามถ้าคนยอมขายหุ้นลดราคาทั้งที่กำไรต่อหุ้นยังเท่าเดิม จะทำให้ค่านี้ต่ำลง ค่าพีอีนี้สะท้อนความคาดหวังของกำไรของบริษัทในอนาคต ว่ากำไรจะเพิ่มหรือลดลงตามราคาหุ้นที่คาดหวังล่วงหน้าไปก่อนแล้วหรือไม่ แน่นอนการคาดหวังก็ต้องมีสมหวังและผิดหวัง บางบริษัทที่กำไรในอนาคตคาดเดาได้ยาก เราอาจพบว่าค่าพีอีที่ช่วงเวลาต่างกันนั้นต่างกันได้มาก และเจ็บตัวได้มากเลยทีเดียว

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อดัชนีราคาหุ้น

1.ตลาดหลักทรัพย์ฯใช้มูลค่าของหุ้นสามัญเท่านั้นที่นำเอามาคำนวณ แต่ไม่นำเอามูลค่าของหุ้นบุริมสิทธิ หรือใบสำคัญแสดงสิทธิเข้ามาเป็นส่วนประกอบในการคำนวณ
2.เนื่องจากขนาดของบริษัทจดทะเบียนแต่ละบริษัทไม่เท่ากัน คือบางบริษัทจะมีจำนวนหุ้นมากกว่าบริษัทอื่นๆ ดังนั้นการคำนวณดัชนีราคาหุ้นในปัจจุบันจึงใช้วิธีถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาด
3.มีการเปลี่ยนแปลงของหุ้นในตลาดอยู่เสมอ เช่น มีหลักทรัพย์เข้ามาจดทะเบียนใหม่ มีหุ้นที่เพิกถอนออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน บริษัทจดทะเบียนมีการเพิ่มทุนหรือลดทุน การรวมหรือควบกิจการ มีหลักทรัพย์ใดๆจะย้ายจากตลาดหลักทรัพย์ใหม่เข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น