ความรู้เรื่องเคล็ดลับการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ

การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้มีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้นทั้งในรูปของผลตอบแทนและการกระจายความเสี่ยงอย่างไรก็ตามการลงทุนในต่างประเทศย่อมต้องอาศัยข้อมูลและการเตรียมความพร้อมมากขึ้นจากความเสี่ยงที่มากขึ้นทั้งในรูปของอัตราแลกเปลี่ยน สภาพของประเทศและตราสารที่ลงทุน จากลักษณะดังกล่าวธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงเปิดให้มีการไปลงทุนในต่างประเทศในลักษณะเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากนักลงทุนที่มีความพร้อมที่สุด โดยในปี 2543 ได้ผ่อนคลายให้ นักลงทุนสถาบันในประเทศสามารถซื้อหลักทรัพย์สกุลเงินตราต่างประเทศจากธนาคารพาณิชย์ สำหรับนักลงทุนทั่วไปสามารถลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศผ่านกองทุน FIF

– ผู้ลงทุนควรเลือกลงทุนให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ในการลงทุน (จะใช้เงินก้อนนี้เมื่อไร เพื่ออะไร) และความสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุน ในกรณีลงทุนผ่านกองทุนรวม FIF ผู้ลงทุนควรมีความเข้าใจกลไกการลงทุนของกองทุนรวม FIFให้ถ่องแท้ (เช่น รู้และเข้าใจว่าเขาจะเอาเงินเราไปลงทุนที่ไหนอย่างไรและจะมีความเสี่ยงอะไรบ้างที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง)
โดยเฉพาะกองทุนรวม FIF มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลายและซับซ้อนโดยผู้ลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลได้จากหนังสือชี้ชวนกองทุนรวม FIF นั้น
– ผู้ลงทุนที่เลือกลงทุนต่างประเทศผ่านโบรกเกอร์ที่ให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ในต่างประเทศหรือลงทุนผ่านกองทุนรวมส่วนบุคคล ควรจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจในการลงทุน (เช่น สามารถวิเคราะห์หลักทรัพย์ ข่าวสารในต่างประเทศได้เอง) หรือมีประสบการณ์จากการลงทุนในประเทศมาบ้างแล้ว เพราะจะต้องเป็นผู้ที่ตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง(กรณีลงทุนผ่านโบรกเกอร์) และมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายในการลงทุน(กรณีลงทุนผ่านกองทุนรวม)
– การไปลงทุนในต่างประเทศย่อมมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการลงทุนภายในประเทศและมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลนี้อย่างละเอียดจากเอกสารเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง เช่น หนังสือชี้ชวน หรือเอกสารการเปิดบัญชีของโบรกเกอร์ซึ่งจะต้องให้ผู้ลงทุนลงชื่อรับทราบก่อนเปิดบัญชี หากมีข้อมูลความเสี่ยงใดที่ยังไม่เข้าใจก็ควรซักถามให้เข้าใจก่อนลงนาม และหลังจากลงทุนแล้วผู้ลงทุนก็ควรติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอเพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลสำคัญต่าง ๆ
– การลงทุนในต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการลงทุนภายในประเทศ เพราะมีค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เพิ่มเติมจากการไปลงทุนในต่างประเทศด้วย เช่น ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินเข้า-ออกประเทศ (remittance fee) ค่าธรรมเนียมในการเก็บรักษาหลักทรัพย์ (custodian fee) ในต่างประเทศ ซึ่งอัตราค่าธรรมเนียมก็จะขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์แต่ละแห่งจะไปกำหนด
นอกจากนี้ยังมี ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศที่บางแห่งก็มีการกำหนดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำไว้ และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่อาจมีการเรียกเก็บจากต่างประเทศ (foreign charges) เช่นค่าธรรมเนียมของตลาดหลักทรัพย์ที่เราเข้าไปซื้อขายหลักทรัพย์ (exchange fee) ค่าธรรมเนียมในการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ (clearing fee) ค่าอากรแสตมป์ (stamp duty) เป็นต้น ซึ่งหากผู้ลงทุนลองคำนวณตัวเลขค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้วก็จะพบว่าเป็นต้นทุนที่ค่อนข้างสูงทีเดียว เมื่อเทียบกับการลงทุนในประเทศ