ในการเล่นหุ้นต้องรู้อะไรบ้าง

รู้ว่าสิ่งที่เราจะลงทุนคืออะไร มีลักษณะเฉพาะตัวอย่างไร ซึ่งในที่นี้คือ หุ้น และอย่าลืมว่าราคาของหุ้นจะขึ้นจะลงได้ แท้จริงแล้วจะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของธุรกิจนั้นๆ เป็นสำคัญ ไม่ใช่เกิดจากการทำราคาหุ้น ปั่นราคาหุ้น เพราะถึงจะทำราคาอย่างไร สุดท้ายแล้วราคาก็จะกลับมาเคลื่อนไหวตามผลการดำเนินงานของธุรกิจอยู่ดีแหละครับ ควรศึกษาไปให้ลึกถึงขั้นรู้ความเป็นมาของหุ้นแต่ล่ะตัวว่า เขาทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร ใครเป็นผู้บริหาร สัญญาอะไรไว้ทำได้ตามนั้นหรือไม่ มีผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไร มีเป้าหมายในอนาคตอย่างไร อะไรเป็นจุดอ่อนจุดแข็งของธุรกิจนี้บ้าง เป็นต้น ถึงแม้ในตลาดหลักทรัพย์ในบ้านเราจะมีหุ้นอยู่ 500 กว่าตัว แต่ไม่จำเป็นต้องรู้หมดทุกตัวหรอกครับ เลือกหุ้นที่เราสนใจ และอยู่ในธุรกิจที่เราเข้าใจดี แล้วเข้าซื้อขายให้ถูกจังหวะก็เพียงพอแล้ว

รู้ว่าตัวเราเองเหมาะกับการลงทุนแบบไหน เล่นสั้น กลาง หรือว่าลงทุนระยะยาว ชอบแบบเน้นตั้งรับกินปันผล หรือว่า ชอบเชิงรุกแบบแนววิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งการลงทุนแต่ละแบบ วิธีการแต่ล่ะแบบก็จะแตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อนๆ ก็ควรจะต้องรู้ตัวเองให้ได้ว่าเหมาะกับแบบไหน และทุกแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน เช่นเล่นสั้นจะเห็นผลได้เร็วกว่า การเล่นระยะยาว แต่ก็ต้องใช้การตัดสินใจที่บ่อยครั้งกว่า และใช้เวลาในการติดตามราคามากกว่าการเล่นระยะยาวเป็นต้น ที่สำคัญต้องรู้ว่า เข้าซื้อวิธีไหนก็ขายออกด้วยวิธีนั้น ไม่ใช่ว่าตอนซื้อมาแบบนักลงทุนระยะสั้น แต่พอหุ้นไม่เป็นไปตามคาดก็ไม่ยอมตัดขาดทุน กลายเป็นนักลงทุนระยะยาวจำเป็นซะงั้น แบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน

รู้ว่าจะใช้เครื่องมือชนิดใด การวิเคราะห์แบบไหนมาเป็นตัวช่วยในการลงทุน หรือมาเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ

เคล็ดลับสำหรับมือใหม่ เล่นหุ้นอย่างไรให้ได้กำไร

ทุกครั้งที่ได้ยินคนรอบๆ ตัว เพื่อนสนิทมิตรสหายหลายๆ ท่าน เริ่มพูดคุยกันว่า “อยากจะเริ่มต้นเล่นหุ้น” ทีไร บอกตรงๆ ว่าใจสั่นขึ้นมาทุกที เพราะใจหนึ่งก็รู้สึกดีใจที่คนหลายคนสนใจเรื่องการลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับตัวเอง แต่อีกใจหนึ่งกลับรู้สึกหวั่นๆ เพราะทุกครั้งที่เป็นแบบนี้ นั่นแปลว่าจะมี “มือใหม่” หลายๆ คนที่ขาดทุนจนเข็ดและขยาดตลาดหุ้นกันไป

ใครหลายคนมักจะตั้งคำถามว่า ถ้าอยากจะเล่นหุ้นต้องมีอะไรบ้าง คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ คือ ต้องมี “เงิน” เป็นอันดับแรก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเงินที่เรามี นั่นคือ “ความรู้และความเข้าใจที่ถูกวิธีในการลงทุน” ต่างหาก และจากประสบการณ์ลงทุน ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวกับการขาดทุน (ติดดอย) และกำไร (ขายหมู) มานานหลายปีร่วมกับการได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับนักลงทุนหลายๆ ท่าน ทำให้พบว่าแท้ที่จริงแล้ว การเล่นหุ้นให้ได้กำไรตลอดเวลานั้นเป็นไปได้ แต่ต้องทำตามเคล็ดลับดีๆ ทั้ง 5 ข้ออย่างเคร่งครัดนะ
1. เปลี่ยนคำว่า “เล่น” เป็น “ลงทุน”
สิ่งแรกเราต้องเข้าใจว่า ความแตกต่างระหว่างของคำว่า “เล่นหุ้น” กับ “การลงทุนในหุ้น” นั่นคือ “เป้าหมาย“ ในการลงทุน เพราะคำว่า “เล่นหุ้น” นั้น มักจะหมายถึงการเล่นเก็งกำไรในระยะสั้นๆ ซึ่งต้องการกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้น แต่ “การลงทุนในหุ้น” ต้องการความมั่นคงในระยะยาว โดยคาดหวังผลตอบแทนจากการเติบโตของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผล หรือมูลค่าของหุ้นในอนาคต ดังนั้นสำหรับมือใหม่ทุกคน ขอแนะนำให้เริ่มต้นตั้งเป้าหมายที่การลงทุนระยะยาวเป็นลำดับแรก อย่าคิดที่จะซื้อขาย “เล่นๆ” เพื่อหวัง “เก็งกำไร” เพราะสุดท้ายแล้วมักจะจบลงที่ลุ้นกันจนตัว “เกร็ง” ทุกทีเลยเชียว
2. ต้องใช้ “เงินเย็น” เท่านั้น
เงินเย็น คือ เงินที่เราสามารถเสียไปโดยที่ไม่เดือดร้อน หรือพูดง่ายๆ คือ เงินที่หายไปก็ไม่เสียดายนั่นเอง เพราะการลงทุนในหุ้นนั้นมี “ความเสี่ยง” ดังนั้นถ้าหากเราเอาเงินที่เกี่ยวข้องกับการใช้ “ชีวิต” ไปเสี่ยง แบบนั้นคงไม่ดีใช่ไหม
3. รู้จัก “หุ้น” ให้ดีเสียก่อน
คำว่ารู้จักหุ้นให้ดีเสียก่อน ไม่ได้แปลว่าให้ไปทำความรู้จัก สวัสดีทักทายหุ้นที่เราต้องการลงทุนนะ แต่ให้รู้ก่อนว่า หุ้นตัวนั้นที่เราเลือก ประกอบธุรกิจอะไร มีผลการดำเนินงานอย่างไร ข้อมูลต่างๆ บทวิเคราะห์ ข่าว ผู้บริหาร วิสัยทัศน์ และอื่นๆ อีกมากมายที่เราต้องรู้ ถ้าถามว่ารู้แค่ไหนดี บอกตรงๆ ว่ารู้ยิ่งเยอะยิ่งดี และเมื่อรู้เยอะแล้ว ต้อง “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ” ข้อมูลให้เป็นด้วย เพื่อที่จะได้เข้าใจและวางแผนการลงทุนได้อย่างถูกต้อง
4. รู้จัก “ตัวเรา” ให้ดีพอ
รู้ก่อนว่า เรารับความเสี่ยงได้มากแค่ไหนกันแน่ เพราะบางคนเล่นหุ้นเพราะหวังกำไรเยอะๆ แต่รับความเสี่ยงไม่ได้ ผลสุดท้ายต้องทรมานจิตใจแทน ดูเช้า ดูเย็น ดูทั้งวัน งานการไม่ได้ทำเพราะกลัว อันนี้ก็ไม่ไหวนะ อีกอย่างที่สำคัญ และต้องทบทวนตลอดเวลา นั่นคือ เป้าหมายที่เราต้องการในการลงทุน และถามตัวเองอยู่เสมอครับว่า วิธีการและสิ่งที่เราทำในการลงทุนนั้น มันทำให้เราเดินไปถึงเป้าหมายได้จริงๆ หรือเปล่า
5. รักษาต้นทุนก่อนคิดถึง “กำไร”
วิธีการลงทุนที่ดีที่สุด คือ “ไม่ขาดทุน” หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า ถ้าเล่นหุ้นแล้วไม่หวังกำไรจะเล่นไปทำไมใช่ไหม แต่ความหวังที่อยากจะได้กำไรสูงๆ นั่นแหละครับ ทำให้เราทุกคนเกิดความโลภในการลงทุน จนบางครั้งมองข้ามสิ่งสำคัญหลายๆ อย่างไป ดังนั้นในการตัดสินใจซื้อหุ้นทุกครั้ง เราต้องถามตัวเองย้ำๆ ว่า เราจะลดความเสี่ยงในการขาดทุนให้ต่ำที่สุดได้อย่างไร อย่าลืม ศึกษาข้อมูลให้ดี ดูความเสี่ยงให้เหมาะสม ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ เพราะเราต้องถือหุ้นตัวนี้ไปอีกนานแสนนานนะ

การวิเคราะห์ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์

ดัชนีเป็นตัววัดที่เกิดจากการคำนวณทางสถิติ เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่ต้องการวัด เป็นเครื่องมือในการบ่งชี้สถานการณ์ต่างๆที่สนใจในภาคเศรษฐกิจต่างๆก็จะมีดัชนีที่ใช้ชี้วัดภาวะและการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่แตกต่างกันไป เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม สำหรับดัชนีที่ใช้ในตลาดเงินหรือตลาดทุนก็คือดัชนีราคาหุ้น นอกจากดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แล้ว ตัวเลขที่ผู้ลงทุนมักได้ยินควบคู่กันไปคือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งแสดงให้นักลงทุนได้ทราบว่าตลาดหลักทรัพย์มีการซื้อขายหนาแน่นหรือคึกคักเพียงใด ถ้าภาวะตลาดดีผู้ลงทุนก็จะเข้ามาซื้อขายกันอย่างคึกคัก ในทางตรงกันข้ามหากภาวะตลาดซบเซาผู้ลงทุนก็จะเข้ามาซื้อขายกันน้อยลง ดังนั้นปริมาณการซื้อขาย จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพิจารณาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

ปัจจัยที่กำหนดอุปสงค์หรืออุปทานในตลาดที่สามารถเก็งกำไรได้อย่างในตลาดหุ้นคือความคาดหวัง ความคาดหวังนั้นแสดงอยู่ในค่าอัตราส่วนพีอี ที่มาจากราคาต่อหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น ถ้าคนยอมให้ราคาสูงขึ้นทั้งที่กำไรต่อหุ้นยังเท่าเดิม ค่านี้จะสูงขึ้น ตรงกันข้ามถ้าคนยอมขายหุ้นลดราคาทั้งที่กำไรต่อหุ้นยังเท่าเดิม จะทำให้ค่านี้ต่ำลง ค่าพีอีนี้สะท้อนความคาดหวังของกำไรของบริษัทในอนาคต ว่ากำไรจะเพิ่มหรือลดลงตามราคาหุ้นที่คาดหวังล่วงหน้าไปก่อนแล้วหรือไม่ แน่นอนการคาดหวังก็ต้องมีสมหวังและผิดหวัง บางบริษัทที่กำไรในอนาคตคาดเดาได้ยาก เราอาจพบว่าค่าพีอีที่ช่วงเวลาต่างกันนั้นต่างกันได้มาก และเจ็บตัวได้มากเลยทีเดียว

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อดัชนีราคาหุ้น

1.ตลาดหลักทรัพย์ฯใช้มูลค่าของหุ้นสามัญเท่านั้นที่นำเอามาคำนวณ แต่ไม่นำเอามูลค่าของหุ้นบุริมสิทธิ หรือใบสำคัญแสดงสิทธิเข้ามาเป็นส่วนประกอบในการคำนวณ
2.เนื่องจากขนาดของบริษัทจดทะเบียนแต่ละบริษัทไม่เท่ากัน คือบางบริษัทจะมีจำนวนหุ้นมากกว่าบริษัทอื่นๆ ดังนั้นการคำนวณดัชนีราคาหุ้นในปัจจุบันจึงใช้วิธีถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาด
3.มีการเปลี่ยนแปลงของหุ้นในตลาดอยู่เสมอ เช่น มีหลักทรัพย์เข้ามาจดทะเบียนใหม่ มีหุ้นที่เพิกถอนออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน บริษัทจดทะเบียนมีการเพิ่มทุนหรือลดทุน การรวมหรือควบกิจการ มีหลักทรัพย์ใดๆจะย้ายจากตลาดหลักทรัพย์ใหม่เข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น

การแปรรูปผู้ถือหุ้นตลาดหลักทรัพย์

ปัญหาของตลาดหลักทรัพย์ไทยที่ผ่านมาก็คือ ตลาดหลักทรัพย์ไทยเคลื่อนไหวไม่ทันกับตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศที่เคลื่อนไหวเร็ว เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ไทยยังไม่เป็นเอกชนและโครงสร้างผู้ถือหุ้นไม่แน่ชัด ทั้งรัฐบาล บริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ Broker Seat และบริษัทจดทะเบียนล้วนมีส่วนเรียกร้องความเป็นเจ้าของ

ตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันและเติบโตอย่างต่อเนื่องนั้น จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมการแข่งขันและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป โดยการทำ Demutualization และ List จดทะเบียนตัวเองในตลาดหลักทรัพย์ การเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างผู้ถือหุ้นไม่ได้ทำเพราะต้องการเงินลงทุน แต่ทำเพราะต้องการให้มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่เหมาะสมกับการบริหารจัดการตลาดหลักทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพและมีบรรษัทภิบาลที่ดี โดยจากหลักฐานของตลาดหลักทรัพย์ในหลายประเทศที่ทำการแปรรูปและทำการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นในลักษณะดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การเป็นบริษัทจดทะเบียนมหาชนจะทำให้ตลาดหลักทรัพย์มีความโปร่งใสเพิ่มขึ้น มีภาพพจน์ที่ดีและมีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นมากขึ้น ในขณะที่ความรับผิดชอบต่อสังคมก็จะเพิ่มขึ้น (Corporate Social Responsibility) เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์จะเป็นของนักลงทุนภายนอกและนักลงทุนทั่วไปมากขึ้น

การแปรรูปผู้ถือหุ้นตลาดหลักทรัพย์หรือ Demutualization และจดทะเบียนตนเองในตลาดหุ้นจะทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นตัวอย่างที่ดีต่อบริษัทอื่นให้เข้ามาจดทะเบียนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการที่รัฐเป็นเจ้าของหรือรัฐวิสาหกิจที่ตลาดหลักทรัพย์ต้องการให้เข้ามาจดทะเบียน หากตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังไม่ยอม Demutualize Corporatize และ List ตัวเองในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว จะไปเชิญชวนให้รัฐวิสาหกิจเชื่อและทำตามได้อย่างไร การ List ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ว่าจะในตลาดตนเองหรือในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศจะทำให้ภาพพจน์โดยรวมของตลาดดีขึ้น โครงสร้างผู้ถือหุ้นของตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็จะเหมาะสมกับการทำธุรกิจมากขึ้น มีประสิทธิภาพและมีโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น จะทำให้ต่างชาติมั่นใจในตลาดหุ้นไทยมากขึ้นและส่งผลให้ราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนโดยทั่วไปดีขึ้น และท้ายที่สุดทำให้สัดส่วนราคาต่อผลกำไรหรือ P-E Ratio ของตลาดดีขึ้น ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดจากตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก 12 แห่งที่ผ่านกระบวนการ Demutualization นอกจากนั้นตลาดหลักทรัพย์ไทยในรูปบริษัทเอกชนจะเพิ่มโอกาสในการเป็นหุ้นส่วนหรือพันธมิตรกับตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ เพื่อสร้าง Synergy และดึงดูด Trading Volume หรือปริมาณการซื้อขายจากต่างประเทศ รวมทั้งดึงดูดบริษัทจดทะเบียนจากต่างประเทศให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยและรักษาบริษัทไทยไม่ให้ไปจดทะเบียนที่ตลาดต่างประเทศ

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยที่ต้องติดตามปี 2558

2157278
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานักลงทุนมักให้ความสำคัญกับเรื่องประเด็นการลงทุนเกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้ราคาหุ้นรับเหมาก่อสร้างปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก สำหรับปี 58 เป็นต้นไปชื่อว่ารัฐบาลกำลังเร่งผลักดันนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท ถือว่าใกล้เคียงกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้นจึงประเมินว่าหุ้นกลุ่มสื่อสารจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับประโยชน์ ประกอบกับราคาหุ้นกลุ่มสื่อสารยังไม่ได้สะท้อนประเด็นดังกล่าว รวมถึงเป็นหุ้นที่มีเงินปันผลรองรับความผันผวนของตลาดฯ การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ยังคงเป็นตัวเลือกที่ให้ผลตอบแทนดีสำหรับนักลงทุน เพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจในประเทศทั้งระบบจะเติบโตดีกว่าปีนี้ค่อนข้างมาก ส่งผลบวกต่อบริษัทจดทะเบียน ทำให้ผลประการเติบโตต่อเนื่อง แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างในแง่ของปัจจัยเศรษฐกิจโลกว่าจะฟื้นตัวอย่างแท้จริงหรือไม่ แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบมากนักเนื่องจากจะมีการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศจะเข้ามาช่วยหนุน

ปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงมีอยู่บ้าง จากตัวเลขการส่งออกที่ยังไม่ฟื้นตัวตามที่คาด เนื่องจากประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย เช่น จีน และยุโรป ต่างก็มีแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงและยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เร็วตามที่คาดหวัง แต่ก็เชื่อว่ายอดการส่งออกของไทยอาจจะสามารถชดเชยได้จากประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งมีเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ดี รวมถึงการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะช่วยส่งเสริมการค้าระหว่างภูมิภาคอาเซียน ซึ่งน่าจะทำให้การส่งออกสามารถขยายตัวและส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าได้

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามตลาดหุ้นไทยปี 2558

1) การคาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯที่คาดว่าจะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นตลอดทั้งปี
2) การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯส่งผลลบต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่
3) นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของยุโรป ญี่ปุ่น และจีน คาดว่าจะส่งผลดีเพียงระยะสั้น
4) การเพิ่มสัดส่วนเงินลงทุนในหุ้นของกองทุนบำเหน็จบำนาญญี่ปุ่น (GPIF) ถือว่าเป็นบวกกับตลาดหุ้นทั่วโลก
5) ปัญหาเศรษฐกิจถดถอยของรัสเซีย การอ่อนค่าของเงินรูเบิล กระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของรัสเซีย มีโอกาสกระทบต่อตลาดการเงินโลก
6) การเมืองไทย ซึ่งต้องติดตามการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งมีผลกระทบต่ออนาคตการเมืองไทย
7) การลดลงของราคาน้ำมันดิบจะส่งผลดีต่อการปฏิรูปพลังงาน และช่วยลดต้นทุนภาคธุรกิจ เพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้บริโภค
8) การปฏิรูปภาษี โดยเฉพาะภาษี VAT หากขึ้นจะกระทบต่อตลาดหุ้น